สหวัฒน์พระเครื่อง
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้งาน  
รหัสผ่าน  
ลืมรหัสผ่าน สมัครสมาชิก
หน้าแรก รายการพระเครื่อง ร้านพระเครื่อง ประมูลพระเครื่อง ลงประกาศฟรี การชำระเงิน ติดต่อเรา
สมัครสมาชิกฟรี คลิกที่นี่
หมวดหมู่พระเครื่อง
พระกรุ [0]
พระเหรียญ/เสมา/ปั๊ม [2]
พระเนื้อผง/ดิน/เนื้อว่าน [10]
พระรูปหล่อ [0]
พระบูชา [0]
พระเนื้อชิน/โลหะ [0]
พระกริ่ง/พระชัย [1]
พระปิดตา [0]
เหรียญกษัตริย์/บุคคลสำคัญ [1]
จตุคามรามเทพ [0]
เครื่องรางของขลัง [0]
อื่นๆ [0]
สถิติเว็บไซต์
ผู้เข้าชมทั้งหมด [223520]
สมาชิกทั้งหมด [5]
ร้านพระเครื่องทั้งหมด [4]
พระเครื่องทั้งหมด [14]
ประมูลทั้งหมด [3]
ลงประกาศฟรีทั้งหมด [15]
วิธีการประมูล
ราคา Bid Card
ป๊อปโพสต์ฟรี ตลาดขายสินค้า
สนใจลงโฆษณาคลิกที่นี่
บริการเว็บไซต์โฆษาณา: ขายบ้าน,ซื้อบ้าน,ขายที่ดิน
ค้นหา พระเครื่อง ร้านพระเครื่อง ประมูลพระเครื่อง ลงประกาศฟรี
๒๖ พุทธศตวรรษ วิสาขปุณณมีความหมายแห่งการตรัสรู้ที่เป็นไปได้จริง
๒๖ พุทธศตวรรษ วิสาขปุณณมีความหมายแห่งการตรัสรู้ที่เป็นไปได้จริง
                   "ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยละวางความคาดหวังการตรัสรู้ไว้ที่ภพชาติเบื้องหน้ามากกว่าจะคาดหวังถึงการบรรลุธรรมในชาติปัจจุบัน ดังคำอธิษฐานการทำบุญทุกครั้งว่า ขอให้ถึงพระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้น เทอญ ... ในที่สุดก็ไม่ถึงนิพพานกันสักที เพราะเกิดชาติใหม่ทีไรก็ขอให้ถึงนิพพานในอนาคตกาลอยู่ร่ำไป...หากชาวพุทธจะพากันเชื่อว่าการบรรลุธรรมมีไม่ได้ในชาตินี้แล้วพุทธศาสนาจะมีประโยชน์อะไร เพราะจุดประสงค์หลักของพุทธศาสนาก็คือการปฏิบัติตนเองไปสู่การบรรลุธรรม"
                   วิสาขะ เป็นวันที่เจ้าชายสิทธัตถะ ตรัสรู้ธรรม เปลี่ยนภาวะจากความเป็นปุถุชนไปสู่ความเป็นพุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน คนไทยพุทธจำนวนมากรับรู้และเข้าใจคำว่า ตรัสรู้ คือการบรรลุธรรมแค่ตามตัวอักษร แต่ไม่รู้ความหมายที่ลึกซึ้ง ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยละวางความคาดหวังการตรัสรู้ไว้ที่ภพชาติเบื้องหน้ามากกว่าจะคาดหวังถึงการบรรลุธรรมในชาติปัจจุบัน ดังคำอธิษฐานการทำบุญทุกครั้งว่า ขอให้ถึงพระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้น เทอญ ...  ซึ่งหมายความว่าเกิดภพใดชาติใดก็ขอให้ถึงนิพพานในอนาคตกาลทุกชาติไป ในที่สุดก็ไม่ถึงนิพพานกันสักทีเพราะเกิดชาติใหม่ทีไรก็ขอให้ถึงนิพพานในอนาคตกาลอยู่ร่ำไป
                   การจะรู้สึกว่าการบรรลุธรรมสามารถมีได้เป็นได้ในชาตินี้จึงกลายเป็นเรื่องยาก และมักคิดว่าการบรรลุธรรมหรือการเข้าถึงนิพพานเป็นเรื่องไกลตัว ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือชาวพุทธหลายคนต่างก็คิดว่าตนเองไม่สามารถบรรลุธรรมได้ไม่ว่าชาติไหนๆ โดยให้เหตุผลว่าตนเองกิเลสหนา คิดกันไปแบบนี้ก็มีไม่น้อย
                   ผู้เขียนจึงมีคำถามท้าทายว่าหากชาวพุทธจะพากันเชื่อว่าการบรรลุธรรมมีไม่ได้ในชาตินี้แล้วพุทธศาสนาจะมีประโยชน์อะไร เพราะจุดประสงค์หลักของพุทธศาสนาก็คือการปฏิบัติตนเองไปสู่ การบรรลุธรรม ถ้าเช่นนั้นพุทธศาสนาก็เป็นได้แค่ลัทธิมอมเมาประชาชนลัทธิหนึ่งให้เคลิบเคลิ้มไปกับการทำบุญแล้วลุ่มหลงเสพติดไปกับการอธิษฐานถึงนิพพานในชาติหน้าไปวันๆ
                   แต่ผู้เขียนไม่เชื่อแบบนั้น
                   เราเชื่อว่าทุกคนสามารถบรรลุธรรมได้ เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าก็เชื่อมั่นว่าคำสอนของท่านสามารถทำคนให้พ้นทุกข์ได้ บรรลุธรรมได้ ตรัสรู้ตามได้ และยังประโยชน์ให้กับคนรุ่นหลังอีกมากมายในอนาคต ท่านจึงลงหลักปักฐานคำสอนของท่านให้มั่นคงผ่านองค์กรชื่อ พุทธบริษัท ๔ 
                   ถ้าการบรรลุธรรมมีได้และเป็นได้ในยุคสมัยของพระองค์ซึ่งผ่านกาลล่วงเลยมาแล้ว ๒,๖๐๐ ปี การบรรลุธรรมในปัจจุบันก็น่าจะมีความเป็นไปได้ เพราะคำว่า อกาลิโก มีความหมายว่าผลแห่งธรรมไม่ขึ้นกับกาลเวลา ไม่ว่าใครจะประพฤติปฏิบัติธรรม พ.ศ. ไหนเวลาอะไร ใครคนนั้นก็สามารถได้รับผลของการปฏิบัติธรรมทันทีเมื่อเหตุปัจจัยถึงพร้อม
                   ความคิดความเชื่อที่ว่าตนเองไม่สามารถบรรลุธรรมได้ไม่ว่าชาติไหนๆ จึงกลายเป็นอุปสรรคอันดับต้นๆ ต่อความรู้ความเข้าใจที่มีต่อพุทธศาสนาของคนไทยเลยทีเดียว รวมทั้งเป็นปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นในตัวเองเกี่ยวกับการบรรลุธรรมของคนไทยเองด้วย
                   ผู้เขียนเองสมัยเป็นฆราวาสก็ไม่ได้มีความสนใจอะไรในพุทธศาสนามากมายนัก ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับการบรรลุธรรมทั้งไม่คิดว่าเราจะมีความสามารถบรรลุธรรมเช่นเดียวกับคนอี่นๆ ที่น่าจะคิดคล้ายๆ กัน ต่อมาความคิดความเชื่อนี้ก็เปลี่ยนเป็นความเข้าใจใหม่ๆ และเชื่อมั่นว่าการบรรลุธรรมสามารถมีได้เป็นได้ในชาตินี้ สาเหตุเพราะผู้เขียนมีโอกาสใช้ชีวิตเป็นนักบวชในพุทธศาสนามานานกว่า ๒๐ ปี ได้เข้าไปนั่งใกล้พระพุทธ เข้าไปนั่งใกล้พระธรรม ทั้งยังได้เป็นพระสงฆ์ มีโอกาสฝึกฝนปฏิบัติธรรมในรูปแบบของนักบวช
                   เหตุปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้ผู้เขียนเปลี่ยนวิธีคิดจากที่เคยคิดว่าเราบรรลุธรรมไม่ได้ก็กลายเป็นว่าเราสามารถบรรลุธรรมได้ นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราควรหันมาสนับสนุนผู้หญิงให้มีโอกาสบวชเป็นภิกษุณีกัน ไม่เช่นนั้นแล้วผู้หญิงจะพูดได้ว่า ก็ท่านเป็นผู้ชายท่านมีโอกาสบวชมีโอกาสลิ้มรสพระธรรม ผู้หญิงจะมีโอกาสเข้าใจภาวะที่ท่านเข้าถึงนั้นได้อย่างไรหากไม่มีโอกาสใช้ชีวิตเป็นนักบวชเช่นท่าน 
                   ผู้เขียนอยากแบ่งปันประสบการณ์ของตนเองว่าความเข้าใจเกี่ยวกับการบรรลุธรรมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ก่อนมาบวชผู้เขียนเป็นนักศึกษาแผนกการท่องเที่ยว วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ และยังเป็นนักร้องนำวงดนตรีของวิทยาเขต มีชื่อวงว่า เทคแบนด์ สมัยนั้นผู้เขียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับความสุขว่า ความสุขคือการได้ร้องเพลงสนุกๆ ให้คนได้ฟังได้เต้นรำกันสนุกสนาน การเข้าวัดเข้าวามีชีวิตสงบภายในวัดเป็นทางเลือกและเป็นความสุขของคนที่ปลงแล้วกับชีวิต
                   จนกระทั่งชีวิตหันเหเข้ามาบวชโดยบังเอิญ เมื่อเวลาผ่านไปความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับความสุขข้างต้นก็เปลี่ยนไป เราเริ่มเข้าใจนิยามของความสุขในแบบใหม่ๆ ว่าความสุขที่แท้จริงคือความสงบที่เกิดจากข้างในไม่ได้มาจากข้างนอก ความสุข สนุกสนานจากการร้องรำทำเพลง จากการดูหนังฟังเพลงอาจเป็นความสุขก็จริง แต่ก็ยังมีความสุขที่ล้ำลึกไปกว่านั้น นั่นก็คือความสุขจากการทำจิตให้สงบผ่านการทำสมาธิ
                   มุมมองเกี่ยวกับความสุขและการมองโลกที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ถึงแม้จะไม่ได้ทำให้ผู้เขียนกลายเป็นพระอรหันต์ไปซะทีเดียวแต่ก็น่าจะเรียกได้ว่าทำให้คนๆ หนึ่งเกิดมุมมองที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับความสุขที่แท้จริงในชีวิต นี่ถ้าไม่ได้มาบวชเป็นพระละก็ผู้เขียนอาจจะไม่มีโอกาสเข้าใจอะไรลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้เป็นแน่
                   ถ้าธรรมะของพระพุทธองค์สามารถทำให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับชีวิตไปได้ถึงเพียงนี้ ก็เชื่อได้ว่าการบรรลุธรรมที่หรือการตรัสรู้ธรรมย่อมมีอยู่และเป็นไปได้จริง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดผู้เขียนจึงเชื่อว่าเราทุกคนสามารถบรรลุธรรมกันได้ในชาตินี้
                   ในที่สุดแล้วคำว่า 'ตรัสรู้' หรือการบรรลุธรรม มีความหมายสั้นๆ ง่ายๆ ว่า คือความเข้าใจในชีวิตและโลกนั่นเอง
                   แต่ก่อนเราอาจจะไม่เข้าใจชีวิตไม่เข้าใจโลก แต่เมื่อเราศึกษาธรรมะทำให้เราเข้าใจชีวิตขึ้นมาเล็กน้อยนั่นก็คือเรากำลังบรรลุธรรมน้อยๆ เมื่อเราเข้าใจชีวิตและโลกมากขึ้นนั่นก็คือเรากำลังบรรลุธรรมมากขึ้น การตรัสรู้ไม่ใช่อะไรที่สูงส่งที่เราจะต้องปีนป่าย ไม่ใช่การต้องเข้าไปจำศีลอยู่ในถ้ำเป็นระยะเวลานานๆ การตรัสรู้ก็คือเรายังเป็นคนธรรมดาๆ ที่ยังต้องเดินบนดินกินข้าวสุกอยู่เช่นเดิม แตกต่างกันตรงที่เราเข้าใจชีวิตเข้าใจความเป็นไปของโลกมากขึ้น สิ่งนี้น่าจะเป็นคำจำกัดความของคำว่า ตรัสรู้ ที่น่าจะเข้าใจได้ง่ายที่สุด
                   เราควรจะขอบคุณเจ้าชายที่ชื่อ สิทธัตถะ ผู้มอบของขวัญชิ้นพิเศษให้มนุษย์เราได้เรียนรู้ถึงการเปลี่ยนผ่านจากจิตที่วุ่นวายไปสู่จิตที่สงบและรู้แจ้งซึ่งเรียกว่าการตรัสรู้
                   วันวิสาขะ เป็นวันที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่าในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงคืนนั้น สิทธัตถะได้ตรัสรู้ธรรมแห่งความเข้าใจในชีวิตที่ลึกซึ้ง ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนแต่เรียบง่ายภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายามดึกสงัดอันเงียบสงบ ณ ใต้ต้นโพธิ์ต้นหนึ่งบนดินแดนที่ห่างไกลอันมีชื่อเรียกว่าชมพูทวีป ชายหนุ่มได้บรรลุธรรมแล้วที่ใต้ต้นโพธิ์ต้นนั้น
                   ในเมื่อการตรัสรู้ธรรมในคืนวันวิสาขะคือเรื่องจริงที่เป็นไปได้ เราก็ควรเปลี่ยนคำอธิษฐานการทำบุญกันเสียใหม่ด้วยว่า ขอให้ถึงพระนิพพานในปัจจุบันกาลนี้ด้วยเทอญ
 
เมื่อ 5 มิถุนายน 2555 เข้าชม 667 ครั้ง
หน้าแรก | รายการพระเครื่อง | ประมูลพระเครื่อง | วิธีการประมูล | ราคา BID CARD | อัตราค่าพื้นที่โฆษณา | เว็บเพื่อนบ้าน
สนใจลงโฆษณาคลิกที่นี่
Copyright 2012 © www.สหวัฒน์พระเครื่อง.com
สหวัฒน์พระเครื่อง
ที่อยู่ 699 ซอย ถ.ตากสิน บุคคโล ธนบุรี กรุงเทพมหานคร
โทร. 094-354-6441 Email sahawat3000@gmail.com
Designed By สหวัฒน์พระเครื่อง